บทที่ 10 เลขา สาวใช้ และเมียเถื่อน (06)

“ไม่เป็นไรค่ะ ริสาซุ่มซ่ามเอง” สาวสวยไซส์เล็ก สูงราวประมาณร้อยหกสิบเซนติเมตรซึ่งสวมใส่ชุดที่มองดูแล้วก็เซ็กซี่ขยี้ใจเป็นอย่างมาก เว้าหน้าเว้าหลังเผยให้เห็นทั้งเรือนหลังขาวผ่องน่าสัมผัส และทรวงละมุ่นน่าซุกไซ้ คลี่ยิ้มหวานๆ ส่งให้ ก่อนที่จะขยับตัวออกห่างเล็กน้อย   

           “ริสาหรือครับ” แววตาของพยัคฆ์ประกายแวววาว เพราะเข้าใจความหมายของนัยน์ตาคู่พราวระยับที่ส่งมาดี      

           “ค่ะริสา หรือจะเรียกมิโกะก็ได้” สาวสวยยิ้มละไม  

           “ชื่อเพราะจังครับ” เขากล่าวและขยับตัวห่างอีกนิด “ผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับ ต้องไปคุยกับแขกคนอื่นต่อ” จากนั้นพยัคฆ์ก็เดินเข้าไปคุยกับหุ้นส่วนรายใหญ่ ปล่อยให้สาวร่างเล็กจับจ้องเขาทุกย่างก้าว หล่อนจับจ้องตาไม่กระพริบ มุมปากทั้งสองก็ยกขึ้นอย่างชอบใจ        

           และหลังจากงานจบลง พยัคฆ์ก็เดินกลับเข้ามาในห้องนอนอย่างอารมณ์ดี ทิ้งตัวลงนอนและหัวเราะกับภาพที่จดจำไว้ในใจ นั่นคือภาพของภรรยาซึ่งร้องห่มร้องไห้เสียใจที่ต้องเจอกับคนรักเก่า และป่านนี้ก็คงจะนอนจมอยู่กับน้ำตาแน่ๆ ใบหน้าต้องเหยเก เบ้เล็กๆ ซึ่งเขาอยากจะเห็นมันอีกครั้งเสียจริงๆ แต่ก็เลือกที่จะหลับตาลงนอนเพราะค่อยๆ ทรมานเพียงรัมภาไปทีละนิดมันจะสะใจและสุขใจมากกว่า     

พ่อพยัคฆ์หนุ่มต้องกระเด้งตัวขึ้นมาเป็นครั้งที่สิบเห็นจะได้ เมื่อเขานอนไม่หลับ ทั้งๆ ซึ่งวันนี้ก็แสนจะอารมณ์ดี สุขกายสบายใจ แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดตนเองถึงข่มตาลงนอนไม่ได้ จิตใจมันกระวนกระวาย เหมือนมีอะไรบางอย่างขาดหาย           

           ร่างสูงยันตัวลุกขึ้นจากเตียงนุ่มแสนกว้าง เท้าหนักๆ ก็สาวไวๆ ออกมาจากห้องนอนแล้วเดินตรงไปยังสนามหญ้าหน้าบ้านเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ แต่เจ้าเท้าหนักกลับไม่ทำตามคำสั่ง มันมุ่งตรงไปยังห้องเล็กๆ แสนคับแคบซึ่งอยู่ทางปีกซ้ายของตัวบ้าน        

           มารู้ตัวอีกหนก็เมื่อเท้าของตนเองถีบเข้าไปในห้องนอนดังโครมทำเอาร่างซึ่งซมกับพิษไข้ต้องกระเด้งตัวขึ้นมาด้วยความตกใจและหวั่นเกรง สายตาคู่สวยพยายามปรือขึ้นมองเงาดำของมารร้าย ก่อนที่จะรู้สึกกลัวจับขั้วหัวใจ เพราะตอนนี้ร่างกายของหล่อนอ่อนแอเกินกว่าจะรองรับความป่าเถื่อน     

           ชุดนอนตัวเก่งสีขาวถูกสะบัดออกจากลำตัวหนา เหลือไว้เพียงบ๊อกเซอร์สีขาวซึ่งนั่นทำให้เพียงรัมภาตาขยาย เพราะเห็นสิ่งที่ดุดันแทบจะทะลักออกมา ไม่นานนักมารร้ายก็ก้าวเข้ามาหาแต่เขาก็ไม่ลืมปิดประตูที่แทบจะพังให้สนิท เพราะยังไม่อยากจะให้เสียงคำรามยามสุขสมดังไปรบกวนการนอนของผู้อื่น

           “คุณพยัคฆ์” ปรือตาขึ้นมองและเหมือนกับกำลังจะวอนขอ แต่ว่ามารร้ายก็คงไม่ยินยอมรับฟัง คำซึ่งเขาเอื้อนเอ่ยก็ทำให้ใจตรงอกซ้ายเพิ่มพูนความเกลียดชังขยะแขยงเป็นพันเท่าหมื่นเท่า    

           “แม้แต่ยามเธอป่วยก็ยังเรียกอารมณ์ของฉันได้ดีเยี่ยมเสียจริงรัมภา” รับรู้อยู่เต็มอกว่า นางทาสของตนเองกำลังล้มป่วย แต่หัวใจของเขาถูกทำให้กลายเป็นหินผา ไร้ความรู้สึกและไม่คิดที่จะสงสาร แต่ไม่นานหัวใจก็ต้องสั่นไหวเมื่อเห็นสายตาตัดพ้อและเกลียดชัง         

           “เลว” ไม่รู้ว่าจะสรรหาคำใดมาเปรียบเปรยผู้ชายที่หัวใจมืดบอดได้ นอกจากคำว่า เลว แถมยังเป็นความเลวที่สมบูรณ์แบบ     

           “ไม่ต้องตอกย้ำหรอกรัมภาว่า ฉันเลว เพราะความเลวของฉันได้มาจากคนที่เธอรักนักรักหนานั่นล่ะ” เสียงหัวเราะดังกังวานขึ้น “แต่อย่าลืมสิว่า ฉันไม่ได้เลวคนเดียวหรืออาจจะเลวน้อยกว่า…”    

           “ไม่ต้องพูด หยุดพูดเดี๋ยวนี้ อยากจะทำอะไรก็ทำ” ยกมือขึ้นมาปัดป้องและปิดหู หญิงสาวไม่อยากจะได้ยิน เพียงแค่ได้เห็นคลิปวิดีโอนั่นหล่อนก็เหมือนกับตายทั้งเป็น เหมือนกับกำลังน้ำท่วมปาก จะพูดหรือระบายกับใครก็ไม่ได้ แถมยังต้องมาทำตามคำสั่งที่หัวใจไม่ยินยอม

           “ทำไมกันเล่ารัมภา ถึงกับฟังไม่ได้เลยหรือไง” รอยยิ้มของพญามารยังผุดขึ้น เมื่อเขากำลังทำให้เพียงรัมภาตายทั้งเป็น    

           “ขอร้องอย่าพูดอีกเลย คุณอยากจะทำอะไรฉันก็ทำเถอะ” น้ำตาต้องร่วงเผาะไม่อยากรับรู้หรือได้ยินอะไรทั้งนั้นเพราะไม่อยากจะให้หัวใจพ่ายแพ้ไปมากกว่านี้         

           “ได้สิรัมภา แต่เธอเป็นคนร้องขอฉันเองนะ” คำพูดของพยัคฆ์ทำให้ร่างซึ่งซมกับพิษไข้ต้องสะอึกและเจ็บแปลบไปทั่ว      

           เพียงรัมภาหลับตาลงแน่นเมื่อจมูกโด่งกดซุกที่ซอกคอขาว สองมือกำเข้าหากันเพราะรู้สึกขยะแขยงสะอิดสะเอียน กัดเม้มเรียวปาก และภาวนาให้ความบ้าคลั่ง ดิบเถื่อนพ้นผ่านหล่อนไปด้วยความรวดเร็ว แต่ทว่าสิ่งซึ่งกำลังเกิดขึ้นในวันนี้กลับแตกต่างจากหนึ่งเดือนที่ผ่านมา

           ร่างนวลซึ่งกำลังเปล่าเปลือยถูกสายตาคู่คมจับจ้องแล้วรอยยิ้มก็กระตุกที่มุมปากทั้งสอง หลังมือไล้ไปทั่วร่างระหงอย่างแผ่วพลิ้วราวกับต้องการที่จะทรมานให้เพียงรัมภาทนไม่ไหวต้องขยับเปลือกตาขึ้น ใบหน้าคมก็วนเวียนอยู่แถวใบหน้าสวย ใช้ปลายลิ้นร้อนๆ ตวัดที่จมูกโด่งและใช้สองมือไต่ลงไปยังทรวงอกละมุน          

           เพียงรัมภาต้องเม้มเรียวปากมากขึ้น เมื่อความดิบเถื่อนไม่ได้เยือนมาหาแต่มันกลับเป็นความรัญจวนที่เย้ายวนจิตใจและร่างกายยิ่งนัก ยิ่งปลายลิ้นตวัดลงที่ยอดดอกปทุมยิ่งทำให้ความปรารถนาพลุ่งพล่าน เลือดร้อนๆ วิ่งวนปนเปไปทั่วกายจนต้องจำยอมขยับเปลือกตาขึ้น แต่ก็ยังไม่ยอมให้เสียงครางเปล่งออกมาให้มารร้ายได้ยิน 

           พยัคฆ์ร้ายแสยะยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นว่าทาสสวาทเปิดตาขึ้น และนั่นก็ยิ่งทำให้เขากลั่นแกล้งคนใต้ร่างด้วยการเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า แผ่วพลิ้ว จนเพียงรัมภาไม่อาจจะทนไหวต้องร้องครางกระเส่าออกมาเบาๆ และครั้งนี้หล่อนก็คงจะพ่ายแพ้ต่อเกมสวาทที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบ

           คนใจร้ายยิ้มกว้างขึ้นเมื่อเกมรักดุดันทำให้เพียงรัมภาเจ็บลึกไปถึงหัวใจไม่ได้ เขาจึงเลือกใช้เกมสวาทที่อ่อนพลิ้ว วาบหวามทำให้เจ้าหล่อนต้องโอนอ่อนตามอย่างไม่มีทางขัดขืน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป